สานใจผ่านสายใยในผ้าธุง บ้านบัวเจริญ

กลุ่มสตรีทอธุงผะเหวดบ้านบัวเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับพระมหาจีรศักดิ์ จิรสกฺโก ดำเนินกิจกรรมทอธุงด้วยความอุตสาหะในการสร้างสรรค์ผลงาน เข้าสู่กระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ สร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชน

“ตั้งแต่เด็กก็เห็นธุงแล้ว แต่ยังไม่เห็นในลักษณะการทอที่เยอะขนาดนี้ ตอนเด็กๆ เราก็เห็นคุณยายทอผ้า แต่จะเป็นผ้าไหม ส่วนธุงนั้นเป็นประเพณีที่ชาวบ้านมักจะทอถวายวัดในเทศกาลต่างๆ ไม่ได้ทอเยอะมาก ในหนึ่งงานก็อาจจะมีผ้าผืนสองผืน ซึ่งส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับประเพณีการอุทิศให้ผู้ล่วงลับและสัมพันธ์กับประเพณีเทศน์มหาชาติหรือประเพณีบุญผะเหวด ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้ เรื่องลวดลายที่ใช้มักจะเอาลายมาจากผ้าขิดหรือเอาลายมาจากหมอน โดยมีการทอสลับลายแบบอิสระ แต่จะเน้นความยาว และลายผาสาทหรือปราสาท ซึ่งเอาลายมาจากผาสาทผึ้ง ที่เป็นเครื่องอุทิศให้กับผู้ตาย สังเกตได้จากธุงลายเก่าๆ ที่ยังเก็บรักษาอยู่ที่วัด” พระมหาจิรสกฺโกเล่า ขณะนั่งอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านยกพื้นสูงสองชั้นทรงประยุกต์ของ หนูเทียม ยอดคำมี หรือ “ช่างวิ” อายุ 67 ปี ช่างทอธุงอีกคนของบ้านบัวเจริญ

อาจเพราะความสงสัย ปะปนด้วยความขลาดเขลา ไม่กล้าถามคำถามที่ดูจะแสดงความไม่รู้ของตนออกไป จึงขอสรุปใจความจากหนังสือ “ฮีตสิบสอง” ของ วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับบุญผะเหวดในทางความเชื่อไว้ดังนี้

มูลเหตุของบุญผะเหวดจากเรื่องมาลัยหมื่นมาลัยแสนระบุว่า เมื่อพระมาลัยได้ขึ้นไปพบกับพระศรีอาริยเมตไตรย พระมาลัยได้ถามว่าหากมนุษย์อยากจะพบพระองค์จะทำอย่างไร พระศรีอาริย์จึงตอบกลับมาว่าให้ฟังเทศน์มหาชาติจบภายใน 1 วัน จึงจะได้พบท่าน พระมาลัยจึงได้นำความกลับมาบอกยังมนุษย์โลกให้ปฏิบัติสืบกันมา

แต่ในทางปฏิบัติ งานบุญใหญ่นี้มักจะจัดขึ้นในระหว่างออกพรรษา จะเป็นข้างขึ้นหรือข้างแรมแล้วแต่จะสะดวก ก่อนจัดงานนั้นทางบ้านและทางวัดจะตกลงกันให้เรียบร้อย ทางชาวบ้านจะมีการจัดเตรียมหาปัจจัยไทยทาน บอกกล่าวญาติพี่น้องบ้านใกล้บ้านไกล ส่วนทางวัดก็จะมีการรวบรวมหนังสือเทศน์มาใช้ในงานบุญนี้ เมื่อถึงวันสำคัญที่เรียกกันว่า “วันรวม” จะมีการประดับตกแต่งสถานที่ที่ใช้จัดงานและประกอบพิธีกรรมด้วยดอกไม้พวงมาลัยและข้าวของต่างๆ ซึ่งจะใช้ศาลาวัดเป็นหลัก อันรวมไปถึงการประดับธุงหรือธง

ดังนั้นธุงหรือผ้าทอลายผืนยาวที่ใช้ในงานบุญใหญ่ประจำเดือนสี่ในวัฒนธรรมลาว-อีสาน รูปร่างและรูปทรงคล้ายคลึงกับตุงในวัฒนธรรมภาคเหนือของประเทศไทยอันเป็นผลจากการมีวัฒนธรรมร่วมคล้ายคลึงกัน จึงเข้าไปมีส่วนในชีวิตและประเพณีของชาวบ้านบัวเจริญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในประเพณีสำคัญที่ผูกโยงกับความเชื่อทางพุทธศาสนา อันเป็นสิ่งที่ยึดเยี่ยวจิตใจของผู้คนมาแต่บรรพกาล เช่นเดียวกันกับชาวบ้านอีสานในหมู่บ้านอื่นๆ อีกมากมาย

                                                                                    

หนูเทียม ยอดคำมี ลูกหลานยายคูณ นวนอะนัน นำธุงต้นแบบของคุณยายมาถักทอ ชาวบ้านที่พบเห็นเกิดแรงบันดาลใจอยากทอเป็น จนเกิดการว่าจ้างทอธุงเป็นรายได้เสริมยามว่างจากทำไร่ทำนา

เอกลักษณ์บนลวดลายและความเปลี่ยนแปลงบนผ้าธุง

“ลวดลายในปัจจุบันนี้เอามาจากต่างถิ่นอีกทีหนึ่ง คุณยายขิ่ง ไชยพุฒ พื้นเพเป็นคนบ้านบัวเจริญ แกย้ายไปอยู่ครบุรี แกไปได้แบบลายธุงนั้นมาจากจังหวัดศรีสะเกษ แกเลยทอเองแล้วนำธุงกลับมาถวายที่บัวเจริญ ยายอาตมาเป็นญาติกันไปเห็นเข้าจึงนำมาเป็นแบบมาทอต่ออีกทีหนึ่ง โดยมีการเพิ่มเติมต่อยอดเข้าไปตามนิสัยของคุณยายที่ไม่ค่อยชอบทำตามเท่าใดนัก ชอบที่จะคิดไปทำไปเอง จึงพัฒนามาเรื่อยจนเป็นรูปแบบปัจจุบัน”

คำกล่าวสั้นๆ ของพระมหาจิรสกฺโกคงเป็นการเกริ่นนำที่ดีที่สุดสำหรับความเปลี่ยนแปลงใหม่ของลวดลายบนผ้าธุงที่มาถึงบ้านบัวเจริญ สอดรับกับข้อเขียนของนักวิชาการด้านศิลปวัฒนธรรมอีสานอีกท่านหนึ่งอย่าง วีณา วีสเพ็ญ ผู้เคยทำวิจัยในเรื่องธุงผะเหวดอีสาน ระบุว่า ธุงของบ้านบัวเจริญนั้นมีความโดดเด่นเป็นพิเศษ เริ่มทอธุงในชุมชนจากลายขิด ต่อมาจึงมีการเรียนรู้เพิ่มเติมจากแบบธุงซึ่งมาจากภายนอก นำไปสู่การสร้างสรรค์และพัฒนาลวดลายขึ้นใหม่ เป็นรูปศาสนาคารวัตถุต่างๆ เช่น ลายพระพุทธรูปในมณฑป ลายประตูโขง ลายธรรมาสน์เทศน์เสาเดียว ลายหมากเบ็ง ทหาร คน ดอกไม้ ช้าง ม้า สีสันสดใส การสร้างสรรค์นี้มีช่างทอสูงอายุเป็นแม่แบบ มีที่ปรึกษาช่วยออกแบบลวดลายเป็นคนรุ่นใหม่ นับได้ว่าเป็นหมู่บ้านที่สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างสรรค์และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอย่างพอเหมาะพอสมทีเดียว

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏต่อสายตาผู้เขียนคงเป็นผ้าธุงหลายผืนและผ้าขิดที่ใช้พาดบ่าในงานบุญหรือในเวลาเข้าวัดวาอารามต่างๆ สีสันสวยงาม ลวดลายหลากหลายแตกต่างกัน ที่ส่วนหนึ่งเก็บรักษาไว้ใช้ในงานเทศกาลบุญต่างๆ และส่วนหนึ่งมีไว้จำหน่าย หากมีใครต้องการซื้อผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก “ทุงอีสาน-ทุงบ้านบัวเจริญ อุบลราชธานี” ซึ่งพระมหาจิรสกฺโกท่านเป็นเสมือนคนจัดการและรับออร์เดอร์เอง หรือผ่านเบอร์ติดต่อนางหนูเทียมซึ่งจะมีลูกสาวที่อยู่กรุงเทพฯ เป็นคนรับสายปลายทางก็ได้เช่นกัน ทั้งธุงและผ้าขิดที่มีลวดลายสวยงามเหล่านี้ทั้งหมดเก็บรักษาอยู่ที่บ้านของนางหนูเทียมเป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายสินค้า โดยหากสินค้าที่จำหน่ายได้นั้นเป็นของใครทอขึ้นมา คนนั้นก็จะได้รับเงินไป

กองธุงและขิดที่มีความหลากหลายบนลวดลายวางอยู่เบื้องหน้าส่วนหนึ่งนั้น เกิดจากการวางลายและออกแบบลายโดยพระมหาจิรสกฺโกที่มีความสามารถในเชิงงานศิลป์สูง ในที่นี้นับรวมไปถึงผ้าขิดซึ่งทางชุมชนจัดทำขึ้นมา ทั้งเพื่อจำหน่ายและใช้งานจริงด้วยตนเองส่วนหนึ่ง เนื่องจากลำพังความต้องการทางตลาดและแนวทางการใช้งานธุงนั้นจำเพาะเจาะจงมากกว่าผ้าขิด

หากจะเรียกสิ่งที่คุณยายคูณ นวนอะนัน คุณยายของพระมหาจิรสกฺโกทำ ว่าเป็นการ “เฮ็ดหา” หรือพูดอย่างภาษากลางว่าเป็นการแนวทางใหม่ๆ การทดลอง ก็คงไม่ผิดแต่ประการใด จะว่าไปมันก็สำเร็จผลในวงย่อยๆ ไปเรียบร้อย แต่การทดลองนี้จะได้ผลจริงหรือสัมฤทธิผลต่อระดับชุมชนบ้างหรือไม่นั้นเป็นสิ่งสำคัญ